จังหวัดที่มีผู้สูงอายุเพิ่มเร็วที่สุดปี 2026

   เมื่อ : 13 ม.ค. 2569

3 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

 

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society)" อย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดในปี 2567–2568 และคาดว่าจะเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society)" ซึ่งมีผู้สูงอายุมากกว่า 28% ภายในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

จากข้อมูลและการวิเคราะห์ล่าสุด พบว่า 3 จังหวัดที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้สูงอายุที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ ลำพูน ชัยนาท และสระแก้ว ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ คือ อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการย้ายถิ่นของประชากรวัยทำงานออกจากพื้นที่ไปยังเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรในจังหวัดต้นทาง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นมีความท้าทายหลายมิติ ตั้งแต่การขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรและธุรกิจท้องถิ่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะผู้สูงอายุอยู่โดดเดี่ยว ไปจนถึงกำลังซื้อและรายได้โดยรวมของชุมชนที่ลดลง ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและออกมาตรการเชิงรุก เช่น การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การส่งเสริม "เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy)" และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ

 

 

ประเทศไทยในฐานะสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

 

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) ณ ปี 2567-2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นเกณฑ์ของการเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ" แนวโน้มนี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น โดยรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันวิจัยกรุงศรี (Krungsri RI) คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็น "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society)" ซึ่งหมายถึงการมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงกว่า 20% (หรือ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28%) ภายในปี 2030

 

การวิเคราะห์รายจังหวัด: 3 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แม้จะยังไม่มีการประกาศอันดับอย่างเป็นทางการสำหรับปี 2569 แต่จากข้อมูลสัดส่วนผู้สูงอายุรายจังหวัดในปี 2566–2567 และแบบจำลองโครงสร้างประชากรของ GISTDA ชี้ให้เห็นว่ามี 3 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดและมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น ดังนี้

 

 

 

1. ลำพูน: จังหวัดที่สูงวัยที่สุดของประเทศ

  • สถานะ: มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงกว่า 30% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด
  • ลักษณะเฉพาะ: เป็นจังหวัดขนาดเล็กที่ประชากรวัยทำงานย้ายไปทำงานในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุยิ่งสูงขึ้น ชุมชนส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท ซึ่งผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยอยู่กับครอบครัวขนาดเล็กหรืออยู่เพียงลำพัง
  • ข้อมูลเพิ่มเติม: GISTDA ระบุว่ากลุ่มจังหวัด "ลำพูน–ลำปาง–แพร่" เป็นพื้นที่ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสูงก่อนพื้นที่อื่นของประเทศ

 

 

2. ชัยนาท: จังหวัดสูงวัยในภาคกลางตอนบน

  • สถานะ: มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสูงติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ และมีอัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ (Elderly Dependency Ratio) อยู่ในระดับสูง
  • ลักษณะเฉพาะ: มีโครงสร้างประชากรคล้ายคลึงกับภาคเหนือ คือมีอัตราการเกิดต่ำ และมีการเคลื่อนย้ายของคนวัยทำงานไปยังภาคอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

 

3. สระแก้ว: จังหวัดชายแดนที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็ว

  • สถานะ: มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกินค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • ลักษณะเฉพาะ: แม้จะเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก แต่สัดส่วนประชากรวัยทำงานกลับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานจำนวนมากได้ย้ายออกไปทำงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ชลบุรี ระยอง และกรุงเทพฯ

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่เร่งให้เกิดสังคมสูงวัยในระดับจังหวัด

ปรากฏการณ์ที่ 3 จังหวัดดังกล่าวมีประชากรสูงวัยเร็วกว่าพื้นที่อื่น มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยร่วม 4 ประการ ดังนี้

  • อัตราการเกิดลดลง: ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในประเทศ
  • คนวัยทำงานย้ายออก: การย้ายถิ่นของประชากรวัยแรงงานเพื่อไปทำงานในเมืองใหญ่หรือเขตอุตสาหกรรม ทำให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุในจังหวัดต้นทางเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
  • อายุขัยที่ยืนยาวขึ้น: ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้นส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวกว่าในอดีต
  • โครงสร้างเศรษฐกิจ: จังหวัดที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมขนาดเล็กมีแรงดึงดูดแรงงานน้อยกว่าพื้นที่เมืองที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

 

ผลกระทบเชิงพื้นที่ที่ท้องถิ่นต้องเตรียมรับมือ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนในระดับท้องถิ่น ดังนี้

1. การขาดแคลนแรงงานในชุมชน: จำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและธุรกิจในท้องถิ่น

2. ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มสูง: ท้องถิ่นจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term Care) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุ

3. ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น: หลายจังหวัดกำลังเผชิญกับภาวะ "ผู้สูงอายุโดดเดี่ยว" ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและสังคม

4. รายได้ชุมชนลดลง: เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ประจำเพิ่มขึ้น กำลังซื้อโดยรวมในท้องถิ่นจึงลดต่ำลง

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการปฏิบัติสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายจากสังคมสูงวัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควรพิจารณาดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้

สำรวจและจัดทำฐานข้อมูล: อบต. และเทศบาลควรสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุรายหมู่บ้านอย่างละเอียด เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านสุขภาพ สถานะทางเศรษฐกิจ และความต้องการที่จำเป็น

ขยายบริการสุขภาพเชิงรุก: พัฒนาบริการของ รพ.สต. และคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น การจัดบริการสุขภาพเคลื่อนที่ (Mobile Health) หรือการดูแลที่บ้าน (Home Care)

ส่งเสริม "เศรษฐกิจสูงวัย" (Silver Economy): สนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น

    ◦ สินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อผู้สูงอายุ

    ◦ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและกายภาพบำบัด

    ◦ โรงเรียนผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ◦ การสร้างอาชีพเสริมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

พัฒนาระบบอาสาสมัครดูแลผู้สูงวัย: ส่งเสริมและจัดตั้งระบบ "ผู้ดูแลในชุมชน (Care Giver)" ในระดับ อบต. ซึ่งกำลังเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ

จัดทำแผนเมืองและหมู่บ้านรองรับสูงวัย: ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ เช่น การทำทางลาด การเพิ่มไฟส่องสว่าง การสร้างพื้นที่นันทนาการ และศูนย์กิจกรรมในชุมชน

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

• สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) – รายงานผู้สูงอายุ 2024

• กรมการปกครอง – สถิติประชากร 2566 และข้อมูลผู้สูงอายุรายจังหวัด

• สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) – วิเคราะห์ประชากรไทย 2025

• องค์การอนามัยโลก (WHO) – Thailand’s Healthy Ageing Initiative

• สถาบันวิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) – Silver Economy Report

• บทวิเคราะห์จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด (ไทยรัฐ 2566)

• Nation Thailand (ก.ค. 2024)